ภาวะความจำเสื่อม: สาเหตุ อาการ และวิธีรับมือป้องกันที่คุณต้องรู้

ภาพเงาศีรษะมนุษย์พร้อมจิ๊กซอว์รูปสมองที่กำลังต่อกัน สื่อถึงแนวคิดเรื่องภาวะความจำเสื่อม

          หลายคนมักเข้าใจว่าภาวะความจำเสื่อมเป็นเรื่องไกลตัวที่จะเกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในคนที่อายุยังไม่ถึง 65 ปี การทำความเข้าใจถึงสัญญาณเตือน สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนป้องกันและรับมือได้อย่างทันท่วงที เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเราและคนที่เรารักไว้ให้นานที่สุด

ผู้หญิงวัยกลางคนทำท่าทางสับสนและพยายามนึกบางอย่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นของภาวะความจำเสื่อม

อาการของภาวะความจำเสื่อมเป็นอย่างไร? สังเกตได้อย่างไร?

 

          ภาวะสมองเสื่อมไม่ได้มีเพียงแค่อาการหลงลืม แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในด้านอื่นๆ ด้วย โดยอาการเด่นที่ควรสังเกตมีดังนี้:

 

 ความจำบกพร่องและการเรียนรู้ลดลง (อาการหลัก)

  • อาการที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะสั้นๆ ไม่ได้ อาจถามคำถามเดิมซ้ำๆ หรือเล่าเรื่องเดียวกันบ่อยๆ และเมื่ออาการหนักขึ้น อาจเริ่มจำเหตุการณ์ในอดีตหรือแม้กระทั่งบุคคลที่คุ้นเคยและคนใกล้ชิดไม่ได้

 

การใช้ภาษาบกพร่อง

  • ผู้ป่วยอาจมีปัญหานึกคำพูดที่ต้องการจะสื่อสารไม่ออก ใช้คำอื่นที่ไม่ถูกต้องแทน หรือมีปัญหาในการเขียนและการอ่าน ทำความเข้าใจบทสนทนาได้ยากขึ้น

 

ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยได้

  • ทักษะที่เคยทำเป็นประจำกลายเป็นเรื่องยาก เช่น ลืมขั้นตอนการชงกาแฟ การใช้รีโมตทีวี หรือการแต่งตัว การช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันจะค่อยๆ ลดน้อยลงจนอาจต้องการผู้ดูแล

 

การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และบุคลิกภาพ

  • อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ชัดเจน เช่น จากที่เป็นคนใจเย็นกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว หรือในทางกลับกันอาจซึมเศร้า เฉยเมย และแยกตัวออกจากสังคม

 

อาการอื่นๆ ที่พบร่วม

  • ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการนอนไม่หลับในตอนกลางคืน, มีอาการประสาทหลอน, เห็นภาพที่ไม่มีอยู่จริง, เกิดความหวาดระแวง และวิตกกังวลผิดปกติ
ภาพการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งภาวะเบาหวานและไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคความจำเสื่อม

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคความจำเสื่อมเกิดจากอะไร?

 

          สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะความจำเสื่อมนั้นซับซ้อนและมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้:

 

กลุ่มปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้

  • อายุ: เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ยิ่งอายุมากขึ้น อัตราการพบภาวะสมองเสื่อมก็ยิ่งสูงขึ้น
  • พันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคสมองเสื่อม ก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

 

กลุ่มโรคประจำตัวและภาวะสุขภาพ

  • โรคหลอดเลือด: เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง ซึ่งส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง
  • โรคเรื้อรังอื่นๆ: เช่น โรคตับ, โรคไต
  • โรคต่อมไทรอยด์: การที่ต่อมไทรอยด์หรือพาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
  • การติดเชื้อ: การติดเชื้อบางชนิดที่ส่งผลต่อสมอง เช่น ซิฟิลิส หรือโรคเอดส์

 

กลุ่มพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยภายนอก

  • แอลกอฮอล์และบุหรี่: การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและการสูบบุหรี่จัดเป็นประจำ
  • การกระทบกระเทือนทางสมอง: จากอุบัติเหตุรุนแรง หรือการบาดเจ็บซ้ำๆ เช่นในอาชีพนักมวย
  • สารพิษ: การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อมหรือสารเสพติดต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

กลุ่มภาวะที่อาจรักษาได้

  • การขาดสารอาหาร: โดยเฉพาะการขาดวิตามินบี 12
  • ภาวะอื่นๆ ในสมอง: เช่น ภาวะโพรงน้ำในสมองโต (Normal Pressure Hydrocephalus) หรือการมีเนื้องอกในสมอง ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการสมองเสื่อมก็อาจดีขึ้นได้
ชายวัยทำงานแสดงอาการสับสนปวดศีรษะ สื่อถึงภาวะความจำเสื่อมที่สามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อย

ภาวะความจำเสื่อมในคนอายุน้อย (Young Onset Dementia): เรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

 

          คนส่วนใหญ่มักคิดว่าภาวะความจำเสื่อมเป็นโรคของผู้สูงวัย แต่ความจริงแล้วภาวะนี้สามารถเริ่มต้นได้ก่อนอายุ 65 ปี ซึ่งเรียกว่า “ภาวะสมองเสื่อมในคนอายุน้อย” หรือ Young Onset Dementia ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อหน้าที่การงานและชีวิตครอบครัว

 

สาเหตุที่พบบ่อยในวัยทำงาน

  • สาเหตุในกลุ่มคนอายุน้อยมักจะมีความแตกต่างออกไป โดยอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมที่ชัดเจนกว่า, การบาดเจ็บทางสมอง, หรือภาวะอื่นๆ ที่รักษาได้ เช่น ปัญหาไทรอยด์ หรือการขาดวิตามิน ซึ่งการวินิจฉัยที่รวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

 

สัญญาณเตือนที่อาจแตกต่างออกไป

  • ในผู้ป่วยอายุน้อย อาการเริ่มต้นอาจไม่ใช่แค่การลืม แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม, ปัญหาในการตัดสินใจวางแผน, หรือปัญหาด้านการใช้ภาษาที่เด่นชัดกว่าอาการหลงลืม ซึ่งทำให้คนรอบข้างอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงความเครียดจากการทำงานได้

 

เราจะป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้อย่างไร?

 

          แม้เราจะหยุดยั้งอายุหรือเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นี่คือวิธีป้องกันความจำเสื่อมก่อนวัยที่ทุกคนทำได้

  • อาหารบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารในกลุ่ม MIND Diet ซึ่งเน้นผักใบเขียว, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, ถั่วชนิดต่างๆ, ปลาที่มีไขมันดี และน้ำมันมะกอก
  • กิจกรรมฝึกสมอง ชะลอความเสื่อม: ทำให้สมองได้ทำงานอยู่เสมอ เช่น การอ่านหนังสือ, เล่นเกมไขปริศนา, เรียนรู้ภาษาหรือดนตรีใหม่ๆ
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมอง
  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: นอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้สมองได้กำจัดของเสียและฟื้นฟูตัวเอง
  • การเข้าสังคมและจัดการความเครียด: การพูดคุยพบปะผู้คนและการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายช่วยลดความเสี่ยงได้
ผู้หญิงกำลังโอบกอดและให้กำลังใจผู้สูงอายุชายที่มีภาวะความจำเสื่อมภายในบ้าน

การดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อมที่บ้าน ควรทำอย่างไร?

 

          การดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อมที่บ้านต้องอาศัยความรักและความเข้าใจสูงมาก หัวใจสำคัญคือ:

  • การสื่อสารอย่างเข้าใจ: พูดช้าๆ ชัดๆ ใช้ประโยคง่ายๆ และให้เวลาผู้ป่วยในการตอบสนอง
  • การจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย: เก็บของมีคมหรืออันตรายให้มิดชิด ป้องกันการลื่นล้ม
  • การสร้างกิจวัตรประจำวันที่ชัดเจน: การมีตารางเวลาที่แน่นอนจะช่วยลดความสับสนและสร้างความรู้สึกมั่นคงให้ผู้ป่วยได้

 

แบบทดสอบภาวะความจำเสื่อมเบื้องต้นด้วยตัวเอง

 

          หากคุณกังวลว่าคนใกล้ชิดอาจมีสัญญาณของภาวะความจำเสื่อม ลองใช้แบบทดสอบภาวะความจำเสื่อมเบื้องต้นเหล่านี้เพื่อประเมิน แต่โปรดจำไว้ว่านี่ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ทันที

  • ทดสอบความจำระยะสั้น: บอกคำ 3 คำ (เช่น “ต้นไม้, รถยนต์, เก้าอี้”) แล้วให้ทำกิจกรรมอื่นสัก 5 นาที ก่อนจะกลับมาถามว่า 3 คำนั้นมีอะไรบ้าง
  • ทดสอบการรับรู้เวลาและสถานที่: ถามคำถาม เช่น “วันนี้วันอะไร? ที่นี่ที่ไหน? ตอนนี้เป็นช่วงเช้าหรือบ่าย?”
  • ทดสอบการวาดภาพ: ขอให้วาดภาพหน้าปัดนาฬิกาให้เป็นเวลา 10 โมง 10 นาที เพื่อดูความสามารถในการวางแผนและการรับรู้เชิงพื้นที่

ภาวะความจำเสื่อมเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทั้งตัวผู้ป่วยและคนรอบข้าง แต่การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ การดูแลอย่างถูกวิธี และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันตั้งแต่ในวันนี้ จะช่วยให้เราทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานขึ้นได้อย่างแน่นอน

แหล่งอ้างอิง :

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

-25%
Price range: 180 ฿ through 512 ฿
PV: 180 – 480
This product has multiple variants. The options may be chosen on the product page
-20%
-20%
Original price was: 660 ฿.Current price is: 528 ฿.
PV: 495