วิธีลดไขมันในเลือด ป้องกัน Stroke ดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ
สุขภาพของ หลอดเลือด สมอง และหัวใจ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เมื่อหลอดเลือดเกิดการตีบ อุดตัน หรือมีความผิดปกติ การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจอาจลดลง และนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และ โรคหลอดเลือดหัวใจ
หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้คือ ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL Cholesterol และไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) โดย LDL มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดคราบสะสมในผนังหลอดเลือดและภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ขณะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงและอนุภาคไขมันที่เกี่ยวข้อง ก็มีความสัมพันธ์กับกระบวนการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
อย่างไรก็ตาม การ ป้องกัน Stroke และโรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลดไขมันในเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูแลปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน ทั้งความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด การสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย อาหาร และโรคประจำตัวบางชนิด อ่านเพิ่มเติม : โรคไขมันในเลือดสูง อันตรายเงียบที่ป้องกันได้ อัพเดท 2026
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เกิดขึ้นเมื่อสมองบางส่วนไม่ได้รับเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอ หรือเกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองได้รับความเสียหาย
โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ Stroke ชนิดขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และ Stroke ชนิดเลือดออก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก
ปัจจัยเสี่ยงของ Stroke
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะ LDL Cholesterol และไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) สูง ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
- โรคเบาหวาน
- การสูบบุหรี่
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- ขาดการออกกำลังกาย
- ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation หรือ AF)
- อายุที่เพิ่มขึ้น และประวัติโรคหลอดเลือดในครอบครัว
ดังนั้นการดูแลสุขภาพหลอดเลือดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญของการ ป้องกัน Stroke
สัญญาณเตือน Stroke ที่ไม่ควรรอ
อาการของ Stroke มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชาข้างใดข้างหนึ่ง พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้ การมองเห็นผิดปกติ เดินเซ หรือเสียการทรงตัวอย่างกะทันหัน
หากสงสัยว่าเป็น Stroke ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินทันที แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเอง เพราะการรักษาที่รวดเร็วมีความสำคัญต่อการลดความเสียหายของสมอง อ่านเพิ่มเติม : โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สัญญาณเตือนภัยเงียบ และแนวทางป้องกันก่อนสายเกินแก้
โรคหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) เกิดจากหลอดเลือดแดงที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรืออุดตัน สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารอื่น ๆ ในผนังหลอดเลือด จนเกิดเป็นคราบหรือ Plaque
เมื่อหลอดเลือดตีบลง เลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอาจไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก และหากคราบในหลอดเลือดแตกจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน อาจนำไปสู่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Heart Attack) ได้
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างคล้ายกับ Stroke ได้แก่ ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะ LDL Cholesterol และไตรกลีเซอไรด์สูง รวมถึงความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย อายุ และประวัติครอบครัว ไขมันในเลือดที่ผิดปกติมีความสัมพันธ์กับกระบวนการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
ด้วยเหตุนี้ การควบคุมไขมันในเลือดจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับหัวใจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแล ระบบหลอดเลือดโดยรวม
อาการที่ควรระวัง
อาการที่พบได้ ได้แก่ เจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือเจ็บร้าวไปยังแขน ไหล่ คอ กราม หรือหลัง
หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกเกิดขึ้นใหม่ รุนแรง ไม่ทุเลา หรือมีอาการ หอบ เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หรือหน้ามืด ร่วมด้วย ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินทันที
อาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน คือการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงร่วมกับอาการร้าวไปที่กรามหรือแขนซ้าย ซึ่งต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน อ่านเพิ่มเติม
ป้องกัน Stroke ได้อย่างไร?
การ ป้องกัน Stroke ที่มีหลักฐานรองรับไม่ได้อาศัยอาหารหรืออาหารเสริมชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการลดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หรือโรคหัวใจ
แนวทางสำคัญประกอบด้วย…
- ควบคุมความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Stroke จึงควรตรวจความดันเป็นประจำ และรักษาตามคำแนะนำของแพทย์หากมีภาวะความดันโลหิตสูง - ควบคุมไขมันในเลือด ทั้ง LDL และไตรกลีเซอไรด์
LDL Cholesterol และไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ที่สูง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและการสะสมของคราบไขมันในผนังหลอดเลือด จึงควรควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเป้าหมายของแต่ละคนอาจแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง - ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น จึงควรควบคุมระดับน้ำตาลร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ - งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
การสูบบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้ง Stroke และโรคหลอดเลือดหัวใจ การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด - เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด
เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และแหล่งไขมันไม่อิ่มตัว พร้อมลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ไขมันทรานส์ น้ำตาล และโซเดียมมากเกินไป - ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก
การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอช่วยดูแลความดัน น้ำหนัก ระดับน้ำตาล และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม - ตรวจและรักษาโรคที่เพิ่มความเสี่ยง
โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) ซึ่งสามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดและนำไปสู่ Stroke ได้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยควรรับการรักษาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง
ลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกัน Stroke ได้หรือไม่?
การควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้ง LDL Cholesterol และไตรกลีเซอไรด์ เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดย LDL มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ขณะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงและอนุภาคไขมันที่เกี่ยวข้อง เช่น triglyceride-rich lipoproteins และ remnant particles ก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดเช่นกัน
แต่การป้องกัน Stroke จำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงทั้งหมดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิต เบาหวาน การสูบบุหรี่ น้ำหนัก การออกกำลังกาย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงหรือมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ควรตรวจสุขภาพและรับการประเมินจากแพทย์ เพราะบางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาลดไขมันหรือการรักษาอื่นร่วมด้วย
ดูแลไขมันในเลือดและสุขภาพหลอดเลือดให้เหมาะกับแต่ละคน
นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และดูแลโรคประจำตัวแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจใช้เป็นส่วนเสริมด้านโภชนาการ ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่ไม่ควรใช้ทดแทนยา การรักษา หรือพฤติกรรมสุขภาพที่มีหลักฐานรองรับ
สำหรับผู้ที่กำลังรับประทาน ยาลดไขมัน ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาความดัน หรือยารักษาโรคประจำตัวอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อพิจารณาความเหมาะสมและปฏิกิริยาระหว่างยา
จากพื้นฐานนี้ สามารถเลือกแนวทางการดูแลด้านโภชนาการให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้ ดังต่อไปนี้
เซ็ตที่ 1: สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลไขมันในเลือดและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดโดยทั่วไป
เซ็ตที่ 2: สำหรับผู้ที่รับประทานยาลดไขมันกลุ่ม Statin และต้องการเสริมการดูแลด้านโภชนาการ โดยควรพิจารณาร่วมกับคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
เซ็ตอาหารเสริมดูแลไขมันในเลือด หัวใจและหลอดเลือด
เซ็ตที่ 1: สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลไขมันในเลือดและสุขภาพหลอดเลือดทั่วไป
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างการใช้ยารักษาโรคประจำตัว หากมีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
รายละเอียด Set 1 น้ำมันปลา + กลูโคแมนแนน + น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
เป็นเซ็ตสำหรับดูแลไขมันในเลือดหลายด้าน ทั้ง Triglycerides, LDL-C และ Oxidative Stress ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
1. น้ำมันปลา (Fish Oil)
เน้น: Triglycerides และ Omega-3
EPA และ DHA ในน้ำมันปลามีบทบาทต่อการเผาผลาญไขมัน และช่วยดูแลระดับ ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในเลือด ซึ่งระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริม Omega-3 เพื่อดูแลระดับไขมันในเลือดและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
2. กลูโคแมนแนน (Glucomannan)
เน้น: LDL-C และใยอาหารชนิดละลายน้ำ
กลูโคแมนแนนเป็นใยอาหารที่พองตัวเป็นเจลในระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดการดูดกลับกรดน้ำดีและสนับสนุนการควบคุมระดับ LDL-C และคอเลสเตอรอลในเลือด
3. น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น (EVOO)
เน้น: Oxidized LDL และสารต้านอนุมูลอิสระ
มีไขมันไม่อิ่มตัวและสารโพลีฟีนอล เช่น Hydroxytyrosol ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และมีงานวิจัยเกี่ยวกับการลด Oxidized LDL และการทำงานบางด้านของ HDL
จุดเด่นของ Set 1
Fish Oil → Triglycerides
Glucomannan → LDL-C
EVOO → Oxidative Stress / Oxidized LDL
จึงเป็นการดูแลไขมันในเลือดแบบหลายเป้าหมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดควบคู่กับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
- American Heart Association (AHA): Omega-3 Fatty Acids for the Management of Hypertriglyceridemia
ข้อมูลเกี่ยวกับ EPA/DHA และการจัดการระดับ Triglycerides
อ่านงานวิจัยจาก AHA / Circulation - American Journal of Clinical Nutrition: Glucomannan and plasma lipid concentrations
Meta-analysis เกี่ยวกับผลของ Glucomannan ต่อ Total Cholesterol และ LDL-C
อ่านงานวิจัยจาก PubMed - European Food Safety Authority (EFSA): Glucomannan and blood cholesterol
การประเมินหลักฐานเกี่ยวกับ Glucomannan และการรักษาระดับคอเลสเตอรอลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
อ่านข้อมูลจาก EFSA Journal - Olive oil polyphenols and HDL function
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับ olive oil polyphenols และ HDL cholesterol efflux capacity
อ่านงานวิจัยจาก PubMed - Olive Oil Polyphenols and Cardiovascular Risk Factors
Meta-analysis เกี่ยวกับ olive oil ที่มี polyphenol สูง รวมถึงผลต่อ oxidized LDL, HDL-C และ Total Cholesterol
อ่านงานวิจัยจาก PubMed
เซ็ตที่ 2: สำหรับผู้ที่รับประทานยา Statin และต้องการเสริมการดูแลด้านโภชนาการ
เป็นเซ็ตสำหรับผู้ที่ใช้ Statin และต้องการเสริม Omega-3, CoQ10, Carotenoids และสารต้านอนุมูลอิสระ โดยไม่ใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง
รายละเอียด Set 2 น้ำมันปลา + Asta Q Plus Carotenoids + น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น
1. น้ำมันปลา (Fish Oil)
เน้น: Triglycerides
EPA และ DHA ในน้ำมันปลามีบทบาทต่อการเผาผลาญไขมัน และช่วยดูแลระดับ ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในเลือด ซึ่งระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริม Omega-3 เพื่อดูแลระดับไขมันในเลือดและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
2. Asta Q Plus Carotenoids
เน้น: CoQ10 และสารต้านอนุมูลอิสระ
CoQ10 มีบทบาทในการสร้างพลังงานระดับเซลล์ และมีงานวิจัยพบว่าการใช้ Statin สามารถทำให้ระดับ CoQ10 ในเลือดลดลง ส่วน Astaxanthin และ Carotenoids เป็นสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
3. น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น (EVOO)
เน้น: Oxidative Stress และการดูดซึมสารที่ละลายในไขมัน
ไขมันจากมะกอกช่วยเสริมการดูดซึมของ CoQ10 และ Carotenoids เมื่อรับประทานร่วมกับอาหาร พร้อมให้สารโพลีฟีนอลที่เกี่ยวข้องกับการดูแล Oxidized LDL
จุดเด่นของ Set 2
Statin → LDL-C
Fish Oil → Triglycerides
CoQ10 / Carotenoids → พลังงานระดับเซลล์และสารต้านอนุมูลอิสระ
EVOO → Oxidative Stress
เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทาน Statin และต้องการเสริมการดูแลด้านโภชนาการ โดย ไม่ควรลดหรือหยุดยา Statin ด้วยตนเอง
ข้อควรระวัง
ห้ามใช้เซ็ตนี้ร่วมกับ Warfarin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด/ยาต้านเกล็ดเลือดชนิดอื่นด้วยตนเอง หากกำลังใช้ยาดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- American Heart Association (AHA): Omega-3 Fatty Acids for Hypertriglyceridemia
ข้อมูลเกี่ยวกับ Omega-3 และการจัดการระดับ Triglycerides
อ่านงานวิจัยจาก AHA / Circulation - Statin Treatment and Coenzyme Q10
Meta-analysis ของ randomized controlled trials เกี่ยวกับผลของ Statin ต่อระดับ CoQ10 ในกระแสเลือด
อ่านงานวิจัยจาก PubMed - CoQ10 and Statin-Associated Muscle Symptoms
Meta-analysis ที่ศึกษาการเสริม CoQ10 ในผู้ที่มีอาการทางกล้ามเนื้อสัมพันธ์กับ Statin
อ่านงานวิจัยจาก PubMed - CoQ10 supplementation and statin-associated muscle symptoms: systematic review/meta-analysis
งานวิเคราะห์อีกฉบับที่ไม่พบประโยชน์ชัดเจน จึงช่วยให้ส่วน CoQ10 ของเราแสดงหลักฐานอย่างสมดุล
อ่านงานวิจัยจาก PubMed - Olive oil polyphenols and HDL function
งานวิจัยเกี่ยวกับ polyphenols ในน้ำมันมะกอกและคุณสมบัติบางด้านของ HDL
อ่านงานวิจัยจาก PubMed
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดไขมันในเลือดและป้องกัน Stroke (FAQ)
1. ป้องกัน Stroke ได้อย่างไร?
การป้องกัน Stroke ควรเริ่มจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ควบคุมความดันโลหิต ไขมัน LDL และระดับน้ำตาลในเลือด งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และรับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงสูงควรตรวจสุขภาพและรับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Stroke
2. ไขมันในเลือดสูงทำให้เกิด Stroke ได้หรือไม่?
ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL Cholesterol สูง เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด เนื่องจาก LDL มีส่วนต่อการเกิดคราบสะสมและภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้
อย่างไรก็ตาม Stroke มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ไม่ได้เกิดจากไขมันในเลือดสูงเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ และภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
3. ลดไขมันในเลือดช่วยป้องกัน Stroke ได้ไหม?
การควบคุม LDL Cholesterol ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึง Stroke ชนิดขาดเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือเคยมีโรคหลอดเลือดมาก่อน
แต่การป้องกัน Stroke ที่มีประสิทธิภาพควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย ไม่ควรเน้นเฉพาะการลดไขมันเพียงอย่างเดียว
4. LDL เท่าไหร่จึงถือว่าสูง?
โดยทั่วไปผลตรวจ LDL มักแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ แต่ ค่า LDL เป้าหมายไม่ได้เหมือนกันสำหรับทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาร่วมกับอายุ โรคประจำตัว ความดัน เบาหวาน การสูบบุหรี่ และประวัติโรคหัวใจหรือหลอดเลือด
ผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือ Stroke หรือมีความเสี่ยงสูงมาก อาจได้รับการกำหนดเป้าหมาย LDL ที่ต่ำกว่าคนทั่วไป ดังนั้นไม่ควรพิจารณาตัวเลข LDL เพียงค่าเดียว
5. น้ำมันปลาช่วยลดไขมันในเลือดชนิดใด?
กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิด EPA และ DHA ในน้ำมันปลามีผลต่อการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) โดยผลขึ้นอยู่กับปริมาณ EPA/DHA ที่ได้รับและภาวะสุขภาพของแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม น้ำมันปลา ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำหรับลด LDL โดยตรง และในบางกรณีผลิตภัณฑ์ที่มี DHA อาจทำให้ LDL เพิ่มขึ้นเล็กน้อยได้ จึงควรเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์และผลตรวจไขมันของแต่ละคน
6. คนที่รับประทานยา Statin สามารถทานอาหารเสริมได้หรือไม่?
สามารถรับประทานอาหารเสริมบางชนิดร่วมกับยา Statin ได้ แต่ ไม่ใช่อาหารเสริมทุกชนิดจะเหมาะกับทุกคน เนื่องจากอาจมีปฏิกิริยากับยา โรคประจำตัว หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่รับประทานอยู่
ผู้ที่ใช้ยา Statin จึงควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารเสริมทั้งหมดที่ต้องการรับประทาน และ ไม่ควรลดขนาดหรือหยุดยา Statin เองเพื่อเปลี่ยนมาใช้อาหารเสริม
7. รับประทานน้ำมันปลาร่วมกับ Aspirin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้หรือไม่?
ไม่ควรกำหนดเองว่าใช้ได้หรือห้ามใช้ในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณา ชนิดยา ปริมาณน้ำมันปลา โรคประจำตัว และความเสี่ยงเลือดออกของแต่ละบุคคล
หากกำลังใช้ Aspirin, Warfarin หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทานน้ำมันปลา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ให้ EPA/DHA ในปริมาณสูง
สามารถนำรหัสสมาชิก 48004219 ไปซื้อได้ที่ศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ : หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
Fanpage : AllGiff
Email : admin@allgiff.com
โทร. 090-0491594
Line : @welove.giffarine









รีวิว
ยังไม่มีบทวิจารณ์