เรตินอล คืออะไร? ทำความรู้จักอนุพันธ์วิตามินเอในสกินแคร์
เรตินอล คือ อนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A derivative) ที่ถูกใช้เป็นสารออกฤทธิ์หลักในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตัวหนึ่งในปัจจุบัน โดยจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า เรตินอยด์ (Retinoids) หน้าที่หลักของมันคือการช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและการสร้างคอลลาเจน จึงเป็นคำตอบหลักสำหรับผู้ที่ต้องการ ลดเลือนริ้วรอย รักษาสิว และปรับผิวให้เรียบเนียน อย่างไรก็ตาม การใช้เรตินอลต้องอาศัยความเข้าใจและวิธีที่ถูกต้องเพื่อลด ผลข้างเคียงเรตินอล ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผิวแห้ง แดง หรือลอก
เรตินอล (Retinol) ทำงานอย่างไรต่อผิว?
เรตินอล เป็นโมเลกุลที่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปทางเคมีในผิวหนังก่อนจึงจะออกฤทธิ์ได้ โดยมันจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นให้เซลล์ผิวใหม่สร้างขึ้นมาแทนที่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถซึมลึกถึงชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหลักในการช่วยลดความหย่อนคล้อยของผิว (Long-tail: กลไกเรตินอล, อนุพันธ์วิตามินเอ คืออะไร)
ลำดับการเปลี่ยนรูป (Conversion) ของวิตามินเอ (Retinoic Acid Pathway)
อนุพันธ์วิตามินเอทุกชนิดจะต้องถูกเปลี่ยนเป็น กรดเรติโนอิก (Retinoic Acid) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้โดยตรง ลำดับการเปลี่ยนรูปในผิวหนังจะเป็นดังนี้:
Retinyl Esters → เรตินอล (Retinol) → เรตินัลดีไฮด์ (Retinaldehyde) → กรดเรติโนอิก (Retinoic Acid / Tretinoin)
ยิ่งอยู่ใกล้กรดเรติโนอิกมากเท่าไรก็ยิ่งมีฤทธิ์แรงและเห็นผลเร็วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เรตินอลที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ทั่วไปจึงมีฤทธิ์อ่อนโยนกว่ายาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ (Prescription Retinoids) (Long-tail: Tretinoin คืออะไร)
เรตินอล ช่วยเรื่องอะไรบ้าง? 5 ประโยชน์หลักที่วงการผิวพรรณยอมรับ
ลดเลือนริ้วรอยและสัญญาณแห่งวัย
นี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของเรตินอล การใช้เรตินอลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ริ้วรอยตื้น ๆ และร่องลึกดูจางลงอย่างชัดเจน เป็นการช่วย ชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิวหน้า และฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
การกระตุ้นนี้ช่วยให้โครงสร้างผิวแข็งแรง ผิวดูกระชับ มีความยืดหยุ่น และลดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ (Long-tail: ประโยชน์เรตินอล)
รักษาและลดการอักเสบของสิว
เรตินอลมีส่วนช่วยในการรักษาสิวโดยการลดการอุดตันในรูขุมขน และช่วยลดการอักเสบ จึงมีประโยชน์ในการลดทั้งสิวอุดตัน สิวหัวดำ ไปจนถึงสิวอักเสบ (Long-tail: เรตินอลรักษาสิว)
ผลัดเซลล์ผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน
ช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูสดใสขึ้น ลดรอยดำ รอยแดงจากสิว และช่วยกระชับรูขุมขนได้ (Long-tail: เรตินอลลดจุดด่างดำ)
ความแตกต่างสำคัญ: เรตินอล (Retinol) กับ เรตินอยด์ (Retinoid) ต่างกันอย่างไร?
ความเข้มข้นและการเข้าถึง (OTC vs Prescription)
คำว่า เรตินอยด์ (Retinoid) เป็นชื่อเรียกกลุ่มสารอนุพันธ์วิตามินเอทั้งหมด ส่วน เรตินอล (Retinol) เป็นเพียงชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเรตินอยด์นี้เท่านั้น ความแตกต่างหลักคือ:
| คุณสมบัติ | เรตินอยด์ (Retinoid) | เรตินอล (Retinol) |
| ความหมาย | ชื่อเรียกกลุ่มสารอนุพันธ์วิตามินเอทั้งหมด | สารอนุพันธ์วิตามินเอชนิดหนึ่ง |
| ความเข้มข้น | สูง (เช่น Tretinoin, Tazarotene) | ต่ำถึงปานกลาง (0.01% – 1.0%) |
| การเข้าถึง | ต้องสั่งโดยแพทย์ (Prescription-strength) | ซื้อได้ทั่วไป (Over-The-Counter – OTC) |
| การเปลี่ยนรูป | เป็น Retinoic Acid โดยตรง/ใกล้เคียงที่สุด | ต้องผ่านการเปลี่ยนรูป 2-3 ขั้นตอน |
ประเภทอื่น ๆ ในกลุ่มเรตินอยด์ (Retinaldehyde, Tretinoin)
- เรตินัลดีไฮด์ (Retinaldehyde หรือ Retinal): มีความแรงมากกว่าเรตินอล เพราะอยู่ห่างจากกรดเรติโนอิกเพียง 1 ขั้นตอน จึงเห็นผลเร็วขึ้น
- กรดเรติโนอิก (Tretinoin): เป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์โดยตรง มีความแรงที่สุด มักใช้เป็นยาสำหรับรักษาสิวรุนแรงและริ้วรอยลึก
ใครบ้างที่เหมาะกับการใช้เรตินอล และใครที่ควรเลี่ยง?
กลุ่มที่เหมาะ: ผู้มีปัญหาริ้วรอย สิว และจุดด่างดำ
- ผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของริ้วรอยแห่งวัย (Fine Lines)
- ผู้ที่มีปัญหาสิวอุดตัน สิวอักเสบไม่รุนแรง หรือต้องการรักษาสิว
- ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง สีผิวไม่สม่ำเสมอ
กลุ่มที่ไม่ควรใช้เด็ดขาด (ข้อห้ามสำคัญ)
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร (เป็นข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด)
- ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย (Rosacea) หรือผิวหนังอักเสบมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ที่มีแผลเปิดบนใบหน้า หรือเพิ่งทำเลเซอร์/ผลัดเซลล์ผิวแบบร่อน (Peeling) มา
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงของเรตินอล (The Retinol Side Effects)
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (ผิวแห้ง แดง ลอก)
เนื่องจากเรตินอลเร่งการผลัดเซลล์ผิว ร่างกายจึงต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผลข้างเคียงในช่วงแรกที่เรียกว่า “Retinization” หรือการปรับตัวของผิว มักทำให้เกิดอาการ:
- ผิวแห้งตึง ผิวลอกเป็นขุย
- รอยแดง หรือการระคายเคือง
- รู้สึกยิบ ๆ เมื่อทาผลิตภัณฑ์
ข้อเสียที่ต้องทำใจเมื่อเริ่มใช้ (Purging)
บางรายอาจมีอาการ “Purging” หรือสิวเห่อขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก ซึ่งเกิดจากการเร่งการผลัดเซลล์ผิวทำให้สิวที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้ผิวถูกขับออกมา หากอาการไม่รุนแรงให้ใช้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์
วิธีใช้เรตินอลอย่างปลอดภัยและเห็นผล สำหรับมือใหม่
กฎ 3 ข้อ: เริ่มน้อย, ค่อยเป็นค่อยไป, และใช้ตอนกลางคืน
- เริ่มน้อย (Pea Size Rule): ใช้ในปริมาณเท่าเมล็ดถั่วสำหรับใบหน้า
- ค่อยเป็นค่อยไป (Start Slow): เริ่มใช้เพียง 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความถี่เมื่อผิวปรับตัวได้ (ข้อควรระวังในการใช้)
- ใช้ตอนกลางคืน (Night Time Only): ควรทาในเวลากลางคืนเท่านั้น เพราะอนุพันธ์วิตามินเอมักไวต่อแสง และในตอนเช้าต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวไวต่อแดดและลดการเกิดจุดด่างดำ
สิ่งที่ห้ามใช้ร่วมกับเรตินอล (ห้ามใช้คู่กับ…?)
ควรหลีกเลี่ยงการใช้เรตินอลร่วมกับสารออกฤทธิ์ที่ก่อให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวที่รุนแรงพร้อมกัน เช่น วิตามินซีเข้มข้นบางชนิด (L-Ascorbic Acid) หรือกลุ่ม AHA/BHA (Glycolic Acid/Salicylic Acid) ในช่วงเริ่มต้น เพื่อลดความเสี่ยงของการระคายเคืองอย่างรุนแรง
แหล่งอ้างอิง :
- V Square Clinic (1.1): เรตินอล คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยต่อผิว
- Pobpad (พบแพทย์) (1.7): เรตินอล ประโยชน์ต่อผิวพรรณและวิธีใช้ให้ปลอดภัย
- Cornerstone Dermatology & Surgery Group (2.1): Retinol vs. Retinoids: Which Should I Use?
- Health (2.4): What’s the Difference Between Retinoid and Retinol?
- American Academy of Dermatology (2.9): Retinoid or retinol?


